แด่ “ร้านอินเตอร์เน็ตเล็ก ๆ” แห่งหนึ่ง
ในช่วงประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา ผมมักเดินทางไปนั่งพิมพ์งานและเล่นอินเตอร์เน็ตที่ร้านอินเตอร์เน็ตเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง (มีคอมพิวเตอร์ให้บริการเพียงแค่ 7 เครื่อง) ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นประจำ
เดิมที ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้เปิดให้บริการอยู่ ณ มุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งของร้านขนมปังปิ้งและนมสดขนาดใหญ่ ต่อมาร้านขนมปังปิ้งดังกล่าวได้ปิดตัวลง โดยเจ้าของร้านได้เซ้งพื้นที่ร้านต่อไปให้ทางห้างเซ็นทรัล เพื่อนำไปเปิดเป็นร้านไอศกรีมสเวนเซ่น ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านอินเตอร์เน็ต กับ เจ้าร้านข้างขนมปังปิ้งนั้น เป็นคนละคนกัน ด้วยเหตุนี้แม้ร้านขนมปังปิ้งจะปิดตัวลงและปลาสนาการหายไปจากห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทว่าร้านอินเตอร์เน็ตกลับยังคงพยายามขวนขวายหาวิถีทางที่จะดำรงตนเองอยู่ใน ห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นต่อไป
ในที่สุด ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ก็ได้ที่มั่นแห่งใหม่ของตนเองเมื่อประมาณ 1-2 ปี ที่ผ่านมา มันเป็นห้องขนาดเล็ก ๆ และแออัดพอสมควร (หากมีลูกค้ามาใช้บริการมาก) ที่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมเล็ก ๆ (หรืออาจจะเรียกว่าเป็นมุมอับก็ได้) ณ ชั้นใต้ดิน ของห้างสรรพสินค้าแห่งเดิม
ผมเป็นหนึ่งในลูกค้าหน้าเก่าจำนวนไม่มากนัก ที่เดินตามหาที่ตั้งใหม่ของร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้จนเจอ เพราะแม้ว่าทางร้านจะพยายามประกาศผ่านแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดเล็กจำนวน 1-2 แผ่น ที่ติดตั้งอยู่บริเวณบันไดเลื่อนของห้างว่า ร้านได้ย้ายไปเปิดบริการ ณ บริเวณชั้นใต้ดิน ทว่าชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าดังกล่าวก็มีอยู่หลายโซนและต่างถูกแยก ซอยออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อใช้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานจอดรถ ประกอบกับมีร้านค้าที่น่าสนใจจำนวนน้อยมากที่ไปเปิดบริการบริเวณชั้นใต้ดิน (ยก เว้นร้านอาหารสุนัข) ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องลำบากและขาดแรงจูงใจพอสมควร ที่ลูกค้าคนหนึ่งจะต้องเที่ยวเดินตามหาร้านอินเตอร์เน็ตในบริเวณดังกล่าว
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อผมดั้นด้นตามหาที่ตั้งใหม่ของร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้จนพบ ผมกับพี่ผู้ชายเจ้าของร้านจึงเริ่มสนิทสนมและพูดคุยกันมากขึ้น
แต่เนื่องจากผมเป็นคนพูดน้อย และมีบุคลิกส่วนตัวที่ดูจะไม่ค่อยให้ความสนิทสนมกับใครง่ายดายนัก ความสนิทสนมและการพูดคุยกันมากขึ้นดังกล่าว จึงดำเนินไปในแบบการส่งยิ้มทักทายกัน และการพูดคุย/แซวกันประมาณไม่เกิน 10 คำ ต่อการใช้บริการหนึ่งครั้งของผม
จะว่าไปแล้ว ถ้าพูดกันในแง่ของเทคโนโลยี ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ก็ไม่ได้มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่สูงมากนัก คือ มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่องที่แฮ้งก์บ่อย และดูเหมือนจะมีคอมพิวเตอร์อยู่เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่มีความเสถียรใน การทำงานมากที่สุด ขณะเดียวกัน โปรแกรมวินโดว์ที่ทางร้านใช้ ก็ยังอัพเดทไม่ถึงวินโดว์ 2000 เลยด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้แก่ผู้ใช้บริการมากนัก เนื่องจากผู้ใช้บริการสามารถเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ได้ทันทีเมื่อเครื่องของตน เองแฮ้งก์ ในเงื่อนไขที่ว่าต้องมีเครื่องว่างอยู่ในร้าน ซึ่งสภาวะดังกล่าวก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่อยู่แล้ว ยกเว้นในช่วงเย็นของวันธรรมดา ซึ่งทางร้านจะมีลูกค้าหนาแน่นเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ค่าบริการที่ทางร้านคิดก็ค่อนข้างถูกมากสำหรับคนกรุงเทพฯ คือประมาณ 40 บาท ต่อหนึ่งชั่วโมง ประกอบกับ ถึงแม้จะมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีที่ไม่ได้สูงส่งมากมาย ทว่าอย่างน้อย อัตราความเร็วของอินเตอร์เน็ตในร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ก็ยังเร็วกว่า อินเตอร์เน็ตบ้านของผมอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงกลายเป็นขาประจำของร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ไปในที่สุด
มีหลายต่อหลายครั้ง ที่ผมไปนั่งพิมพ์งานหลาย ๆ ชิ้นในร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ และงานบางชิ้นก็มีความสำคัญมากต่อบางช่วงชีวิตของผม มีหลายต่อหลายครา ที่ผมจำเป็นต้องไปใช้บริการการปริ๊นต์งานของร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ เนื่องจากเครื่องปริ๊นเตอร์ที่บ้านเจ๊ง
มีหลายโอกาสอยู่เหมือนกัน ที่ผมมานั่งเล่นอินเตอร์เน็ตในร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ เพราะต้องการความเร็วและความรู้สึกเป็นส่วนตัว แม้ความเป็นส่วนตัวดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นจริงก็ตาม เนื่องจากคงมีผู้ร่วมใช้บริการอีกหลายคน รวมถึงตัวพี่เจ้าของร้าน ที่แอบเห็นข้อความในงานหลายชิ้นที่ผมกำลังพิมพ์อยู่ หรือ แอบเห็นผมกำลังเล่นเว็บไซต์ hi5 ฯลฯ แต่เมื่อพวกเราต่างโดดเดี่ยวและแปลกแยกออกจากกัน อาจกล่าวได้ว่า พวกเราไม่ได้รู้จักมักคุ้นหรือมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันมากนักตาม ประสาของผู้คนในเมืองใหญ่ ความรู้สึกเป็นส่วนตัวที่ว่าจึงเกิดขึ้น ผิดกับการไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตในมหาวิทยาลัย ที่อัตราความเร็วอาจจะสูงพอ ๆ กัน แต่ก็มีโอกาสสูงมาก ที่เพื่อน ๆ ตลอดจนอาจารย์ที่รู้จัก อาจจะเข้ามาแทรกแซงความเป็นส่วนตัวของเราอย่างรู้สึกได้ ขณะกำลังเล่นอินเตอร์เน็ตหรือพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์
ท่ามกลางการใช้บริการร้านอินเตอร์เน็ตดัง กล่าวอย่างต่อเนื่องของผม และแล้วความผิดแปลกบางอย่างก็เริ่มเกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
พี่ผู้ชายเจ้าของร้านเริ่มบ่นเรื่องปัญหา ปากท้องมากยิ่งขึ้น เมื่อรายได้จากการเปิดร้านอินเตอร์เน็ตมีไม่มากพอ เขาเริ่มบ่นถึงความเขี้ยวของห้างสรรพสินค้าเจ้าของพื้นที่บ่อยขึ้น มีหลายครั้ง ที่เขาหายหน้าหายตาจากร้านไป 2-3 วันติดต่อกัน แล้วให้เด็กสาวผู้ช่วย ที่มีอัธยาศัยไม่ค่อยเป็นมิตรกับลูกค้าสักเท่าใดนัก มาดูแลร้านแทน
จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจึงได้รับรู้ว่า วันศุกร์นี้ (12 ตุลาคม 2550) จะ เป็นวันสุดท้าย ที่ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้จะเปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้าดังกล่าว หลังจากนั้น ทางร้านจะย้ายไปเปิดให้บริการบริเวณถนนราชวัตร ซึ่งเป็นทำเลที่บ้านของพี่เจ้าของร้านตั้งอยู่
พี่เจ้าของร้านไม่ได้บอกต่อผมโดยตรง แต่ผมได้ยินเรื่องราวดังกล่าวจากคำสนทนาระหว่างเขากับลูกค้าขาประจำอีก 1-2 คน
ผมอดใจหายไม่ได้เมื่อได้รับทราบข่าวคราวดังกล่าว
เมื่อร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ปิดตัวลง ผมคงหาโอกาสดื่มน้ำผลไม้ที่มีเนื้อบุผสมอยู่ยี่ห้อโมกุ? (ถึงดื่มมานาน แต่ผมก็จำชื่อยี่ห้อของมันไม่ได้สักที) ที่ทางร้านนำมาขายได้ยากขึ้น
และภาพคุ้นตาทั้งหลายที่เริ่มจะติดอยู่ในความทรงจำของผมก็อาจค่อย ๆ เลือนหายไปเช่นกัน
ทั้งภาพพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาซื้อเครื่องดื่มชูกำลังที่วางจำหน่ายอยู่ในตู้ขายเครื่องดื่มของร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้ (ซึ่งดูเหมือนในช่วงหลังจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายเครื่องดื่ม)
ภาพทหารยศนายพันคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าประจำเช่นกันมานั่งเล่นอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ช่วงบ่าย 2-3 โมง ของวันธรรมดา (ราวกับไม่ค่อยมีงานให้ทำ) ซึ่งข่าวลือภายในแวดวงทหารที่หลุดออกจากปากแกในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมานี้ ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยสักครั้ง (ที่น่าตลกก็คือ มีอยู่บ่อยครั้งที่ผมต้องนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตติดกับแก ขณะที่แกกำลังอ่านข่าวจากเว็บไซต์ผู้จัดการอย่างตั้งใจ ผมก็กำลังสนใจอ่านกระทู้ต่าง ๆ ในเว็บบอร์ดของนิตยสารฟ้าเดียวกันหรือข่าวสารในเว็บไซต์ประชาไทอยู่เช่นกัน)
ภาพคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่งที่พยายามศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์อย่างมุ่งมั่น ทว่าแกมักประสบปัญหากับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา จนต้องตะโกนถามพี่เจ้าของร้านด้วยเสียงอันดังอยู่เป็นระยะ ๆ
ภาพสาวต่างจังหวัดที่ทำงานเป็นคนรับใช้ใน บ้านของเศรษฐีกรุงเทพฯย่านปิ่นเกล้า แอบดอดมาร้านอินเตอร์เน็ตในช่วงที่เจ้านายไม่อยู่บ้าน และรบกวนพี่เจ้าของร้านให้ช่วยเปิดอีเมล์ของเธอเอง เพื่อเธอจะได้ดูรูปที่คนรักชาวยุโรปส่งมาให้จากแดนไกลผ่านทางอีเมล์ (อี เมล์ดังกล่าวเป็นอีเมล์ของเธอที่คนรักชาวต่างชาติเปิดไว้ให้ แต่เธอไม่สามารถเปิดมันเองได้ เธอจึงต้องมาพึ่งพาพี่เจ้าของร้านเป็นประจำ)
ภาพหญิงสาวผิวดำ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าของร้าน ที่ไม่ค่อยมีอัธยาศัยหรือมิตรจิตมิตรใจต่อลูกค้าสักเท่าใดนัก มีหลายครั้งที่เธอเอาแต่นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตและฟังเพลงที่เปิดเสียงดังก้อง ร้าน โดยไม่สนใจลูกค้ามากเท่าที่ควร มีบางครั้งที่เธอออกไปซื้อของและให้เพื่อนสาวอีกคนมานั่งเฝ้าร้านแทน มีบ้างที่เธอออกอาการไม่พอใจบรรดาลูกค้าสูงอายุที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่อง คอมพิวเตอร์และชอบสอบถามความรู้เอาจากเธอ และมีอยู่หนึ่งครั้งที่ผมเห็นเธอมีวิวาทะกับลูกค้าที่เป็นอาเจ๊เขี้ยว ๆ โดยที่เธอต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าชาวต่างชาติ หญิงสาวคนนี้กลับพูดภาษาอังกฤษตอบโต้กับพวกเขาด้วยสำเนียงที่ดีอย่างไม่น่า เชื่อ
รวมทั้งภาพพี่เจ้าของร้านที่มักจะใจดีกับ บรรดาลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ แต่มักจะมีเรื่องทะเลาะกับภรรยาของตนเองในประเด็นจุกจิกเล็กน้อยอยู่เป็น ประจำ
จริง ๆ แล้ว จุดยืนทางด้านความคิดในประเด็นสังคมการเมืองของผมกับพี่เจ้าของร้านอาจจะไม่ ตรงกันนัก เพราะแกเป็นทั้งผู้ตื่นตัวกับกระแสจตุคามรามเทพดังเช่นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จำนวนมาก เป็นทั้งผู้มีจุดยืนเห็นด้วยกับรัฐประหาร 19 กันยายน รวมถึงเอาใจช่วยนายกรัฐมนตรีสุรยุทธและคณะรัฐมนตรีของเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แกก็ประกาศเอาใจช่วย พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เมื่อนายทหารผู้นี้ออกมาท้าชนกับรัฐบาลสุรยุทธจนต้องถูกย้ายเข้ากรุ
อย่างไรก็ตาม ผมก็ฝังตัวอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ตแห่งนี้อยู่นานหลายปี จนมิตรภาพที่แสดงผ่านรอยยิ้มและคำพูดไม่กี่คำที่ผมและพี่เจ้าของร้านสื่อสาร ถึงกัน อาจจะมีค่ามากกว่าความขัดแย้งทางด้านจุดยืนทางสังคมการเมือง
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ร้านอินเตอร์เน็ต แห่งนี้จะเปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และก็เป็นวันสุดท้ายที่ผมเดินเข้าไปใช้บริการของร้านอินเตอร์เน็ตดังกล่าว เช่นกัน
เมื่อเปิดประตูบานเลื่อนของร้านเข้าไป พี่ผู้ชายเจ้าของร้านก็ส่งยิ้มให้ผมอย่างเห็นได้ชัด ผมยิ้มตอบกลับไปดังเช่นที่เคยปฏิบัติ แต่หลังจากนั้นก็เพิ่มเสียงหัวเราะ “แหะ ๆ” และคำพูดว่า “ครับ” ตามท้ายออกไปด้วย
ผมนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง พร้อมกับดื่มน้ำดื่มโมกุ?ไป หนึ่งขวด เมื่อได้เวลาสมควร ผมก็ยุติการใช้บริการแล้วเดินไปจ่ายเงินแก่พี่เจ้าของร้าน เขาแจ้งว่าค่าบริการในวันนี้รวมทั้งหมดเป็นเงิน 45 บาท ผมยื่นแบงค์หนึ่งร้อยบาทให้แก่เขา เขาทอนเงินกลับมาด้วยแบงก์ห้าสิบบาทหนึ่งใบและเหรียญห้าบาทอีกหนึ่งเหรียญ
จากนั้นผมก็เดินออกมาจากร้านอินเตอร์เน็ตที่กำลังจะปิดตัวลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
นี่เป็นการอำลาจากสถานที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และผู้คนเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง โดยปราศจากคำอำลาใด ๆ ทั้งสิ้น
ที่มา :
http://konmongnang.exteen.com